วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2


วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ.2560

เนื้อหาการเรียนการสอน

               วันนี้ใครมาก่อนก็มาเอาตัวปั๊มไปปั๊มเพื่อเป็นการเช็กชื่อการเข้าเรียนเหมือนทุกๆครั้ง วันนี้หลังจากที่นักศึกษาเข้าเรียนกันครบหมดทุกคนแล้วอาจารย์ก็พูดคุยกับนักศึกษาก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาการเรียนการของวันนี้ หลังจากที่พูดคุยเสร็จแล้วอาจารย์ก็เริ่มเข้าสู่เนื้อหาเรียน




ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง

มีความเป็นเลิศทางสติปัญญา เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า “เด็กปัญญาเลิศ”

เด็กปัญญาเลิศ (Gifted Child)

- เด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญา
-มีความถนัดเฉพาะทางสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ

- พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
- เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
- อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถาม- มีเหตุผลในการแก้ปัญหา  การใช้สามัญสำนึก
- จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ
- มีความรู้ ใช้คำศัพท์เกินวัย
- มีความคิดริเริ่ม มีวิธีการคิดและแนวคิดแปลกๆ
- เป็นคนตื่นตัว เฉียบแหลม ว่องไว และช่างสังเกต
- มีแรงจูงใจ และมีความมานะบากบั่นมีความจริงจังในการทำงาน
- ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าน

เด็กฉลาด

• ตอบคำถาม
• สนใจเรื่องที่ครูสอน
• ชอบอยู่กับเด็กอายุเท่ากัน 
• ความจำดี
• เรียนรู้ง่ายและเร็ว 
• เป็นผู้ฟังที่ดี 
• พอใจในผลงานของตน

Gifted 

• ตั้งคำถาม 
• เรียนรู้สิ่งที่สนใจ
• ชอบอยู่กับผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่า
• อยากรู้อยากเห็น ชอบคาดคะเน
• เบื่อง่าย  
• ชอบเล่า 
• ติเตียนผลงานของตน
                 
ตัวอย่างเด็กอิจฉริยะทั้งต่างประเทศและประเทศไทย

Kim ung-yong  เด็กที่มีไอคิวสูงที่สุดในโลก ไอคิวของเขาสูงกว่า 210  ช่วงอายุ 4 ขวบ เขาสามารถไปเรียนกับเด็กมอปลายได้ ช่วงอายุ 7 ขวบ เขาได้เรียนปริญญาตรี อายุ 10 ขวบ เขาจบปริญญาตรี



Akrit Jaswal ชาวอินเดีย เก่งด้านด้านการเเพทย์ การผ่าตัด อายุ 7 ขวบ 



Eliana Smith เป็นนักปรึกษารับฟังปัญหาชีวิต ได้รับเชิญจัดรายการวิทยุ 



ด.ช ธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี  ศิลปินสีน้ำ มีความสามารถด้านศิลปะ อายุ 5 ขวบ มีความสามารถด้านศิลปะ ชอบวาดภาพ ภาพแต่ละภาพที่เขาวาดมีมูลค่าภาพละ 1 แสนบาท





2.  กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง


1. เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
2. เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
3. เด็กที่บกพร่องทางการเห็น
4. เด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
5. เด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา
6. เด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
7. เด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้8. เด็กออทิสติก
9. เด็กพิการซ้อน

1. เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา (Children with Intellectual Disabilities) 

            หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญา หรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเทียบเด็กในระดับอายุเดียวกัน    มี 2 กลุ่ม คือ เด็กเรียนช้า และเด็กปัญญาอ่อน

เด็กเรียนช้า

- สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้- เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ
- ขาดทักษะในการเรียนรู้
- มีความบกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย
- มีระดับสติปัญญา (IQ) ประมาณ 71-90

สาเหตุของการเรียนช้า

1. ภายนอก

- เศรษฐกิจของครอบครัว
- การสร้างเสริมประสบการณ์ให้แก่เด็ก
- สภาวะทางด้านอารมณ์ของคนในครอบครัว- การเข้าเรียนไม่สม่ำเสมอ
- วิธีการสอนไม่มีประสิทธิภาพ

2. ภายใน

- พัฒนาการช้า
- การเจ็บป่วย
เด็กปัญญาอ่อน หรือเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา


- ระดับสติปัญญาต่ำ
- พัฒนาการล่าช้าไม่เหมาะสมกับวัย
- มีพฤติกรรมการปรับตนบกพร่อง
- อาการแสดงก่อนอายุ 18

พฤติกรรมการปรับตน

-  การสื่อความหมาย
-  การดูแลตนเอง
-  การดำรงชีวิตภายในบ้าน
-  การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม
-  การใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน
-  การควบคุมตนเอง
-  การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน
-  การทำงาน
-  การมีสุขอนามัยและความปลอดภัยเบื้องต้น

เด็กปัญญาอ่อนแบ่งตามระดับสติปัญญา (IQ) ได้ 4 กลุ่ม

1. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20

- ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะด้านต่าง ๆ ได้เลย
- ต้องการเฉพาะการดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น

2. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34

- ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการเฉพาะการฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่ายๆ
- กลุ่มนี้เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R (Custodial Mental Retardation)

3. เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49

- พอที่จะฝึกอบรมและเรียนทักษะเบื้องต้นง่าย ๆ ได้
- สามารถฝึกอาชีพ หรือทำงานง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดลออได้
- เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R (Trainable Mentally Retarded)

4. เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70

- เรียนในระดับประถมศึกษาได้
- สามารถฝึกอาชีพและงานง่าย ๆ ได้
- เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า E.M.R (Educable Mentally Retarded)

ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา

* ไม่พูด หรือพูดได้ไม่สมวัย
* ช่วงความสนใจสั้น วอกแวก
* ความคิด และอารมณ์ เปลี่ยนแปลงง่าย รอคอยไม่ได้
* ทำงานช้า
* รุนแรง ไม่มีเหตุผล
* อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
* ช่วยตนเองได้น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

ดาวน์ซินโดรม Down Syndrome

สาเหตุ

- ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21
- ที่พบบ่อยคือโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง (Trisomy 21)

อาการ

- ศีรษะเล็กและแบน  คอสั้น
- หน้าแบน ดั้งจมูกแบน
- ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก
- ใบหูเล็กและอยู่ต่ำ รูหูส่วนนอกจะตีบกว่าปกติ
- เพดานปากโค้งนูน ขากรรไกรบนไม่เจริญเติบโต
- ช่องปากแคบ ลิ้นยื่น ฟันขึ้นช้าและไม่เป็นระเบียบ
- มือแบนกว้าง นิ้วมือสั้น
- ช่องระหว่างนิ้วเท้าที่ 1 และ 2 กว้าง
- มีความผิดปกติในระบบต่างๆของร่างกาย
- บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- อารมณ์ดีเลี้ยงง่าย ร่าเริง เป็นมิตร
- มีปัญหาในการใช้ภาษา
- อวัยวะเพศมักเจริญเติบโตไม่เต็มที่ในชายและหญิง



การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดกลุ่มอาการดาวน์

- การเจาะเลือดของมารดาในระหว่างที่ตั้งครรภ์
- อัลตราซาวด์  
- การตัดชิ้นเนื้อรก
- การเจาะน้ำคร่ำ  

 เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired )

         หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่าง ๆ ได้ไม่ชัดเจน มี 2 ประเภท คือ เด็กหูตึง และ เด็กหูหนวก

เด็กหูตึง
                หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน แต่สามารถรับข้อมูลได้ โดยใช้เครื่องช่วยฟัง จำแนกกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม

1. เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 dB 
  เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงเบา ๆ เช่น เสียงกระซิบ หรือเสียงจากที่ไกล ๆ

2. เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 41-55 dB
- เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงพูดคุยที่ดังในระดับปกติในระยะห่าง 3-5 ฟุต และไม่เห็นหน้าผู้พูด - จะไม่ได้ยิน ได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้ 
- มีปัญหาในการพูดเล็กน้อย เช่น พูดไม่ชัด ออกเสียงเพี้ยน พูดเสียงเบา หรือเสียงผิดปกติ

3. เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 dB 
- เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังและเข้าใจคำพูด 
- เมื่อพูดคุยกันด้วยเสียงดังเต็มที่ก็ยังไม่ได้ยิน 
- มีปัญหาในการรับฟังเสียงหลายเสียงพร้อมกัน 
- มีพัฒนาการทางภาษาและการพูดช้ากว่าปกติ 
- พูดไม่ชัด เสียงเพี้ยน บางคนไม่พูด

4. เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่ 71-90 dB 
- เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงและการเข้าใจคำพูดอย่างมาก 
- ได้ยินเฉพาะเสียงที่ดังใกล้หูในระยะ 1 ฟุต 
- การพูดคุยด้วยต้องตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียง
- เด็กจะมีปัญหาในการแยกเสียง 
- เด็กมักพูดไม่ชัดและมีเสียงผิดปกติ บางคนไม่พูด

เด็กหูหนวก 

- เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยิน
- เครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยได้
- ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้ 
 - ระดับการได้ยินตั้งแต่ 91 dB ขึ้นไป


ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน

- ไม่ตอบสนองเสียงพูด เสียงดนตรี มักตะแคงหูฟัง
- ไม่พูด มักแสดงท่าทาง
- พูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์
- พูดด้วยเสียงแปลก มักเปล่งเสียงสูง
- พูดด้วยเสียงต่ำหรือด้วยเสียงที่ดังเกินความจำเป็น
- เวลาฟังมักจะมองปากของผู้พูด หรือจ้องหน้าผู้พูด
- รู้สึกไวต่อการสั่นสะเทือน และการเคลื่อนไหวรอบตัว
- มักทำหน้าที่เด๋อเมื่อมีการพูดด้วย

 เด็กที่บกพร่องทางการเห็น (Children with Visual Impairments)

- เด็กที่มองไม่เห็นหรือพอเห็นแสง เห็นเลือนราง
- มีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง
- สามารถเห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติ
- มีลานสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอด และ เด็กตาบอดไม่สนิท

เด็กตาบอด

- เด็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้าง
- ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้ 
- มีสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 20/200 ลงมาจนถึงบอดสนิท 
- มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดแคบกว่า 5 องศา

เด็กตาบอดไม่สนิท 

- เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา 
- สามารถมองเห็นบ้างแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ 
- เมื่อทดสอบสายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ 6/18, 20/60, 6/60, 20/200 หรือน้อยกว่านั้น 
- มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการเห็น

เดินงุ่มง่าม ชนและสะดุดวัตถุ
มองเห็นสีผิดไปจากปกติ
มักบ่นว่าปวดศีรษะ คลื่นไส้ ตาลาย คันตา
ก้มศีรษะชิดกับงาน หรือของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้า
เพ่งตา หรี่ตา หรือปิดตาข้างหนึ่ง เมื่อใช้สายตา
ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน
มีความลำบากในการจำ และแยกแยะสิ่งที่เป็นรูปร่างทางเรขาคณิต


การนำความรู้เอาไปประยุกต์ใช้

              ได้ความรู้เกี่ยวกับเด็กพิเศษมากขึ้น เอาความรู้ต่างๆที่ได้เรียนมาไปปรับใช้สอนเด็กพิเศษได้จริง และได้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเลี้ยงดูเด็กที่มีความต้องการพิเศษว่าควรจะเลี้ยงและส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละด้านอย่างไร 

การประเมินผล  

ประเมินตนเอง

       แต่งกายมาเรียนสุภาพเรียบร้อย มาตรงต่อเวลา ตั้งใจฟังขณะที่อาจารย์ ตั้งใจและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ 

ประเมินเพื่อน

          เพื่อนๆแต่งกายมาเรียนสุภาพเรียบร้อย ส่วนมากจะมาตรงต่อเวลากัน  ตั้งใจเรียนกันทุกคน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ 

 ประเมินอาจารย์

          อาจารย์แต่งกายมาสอยสุภาพเรียบร้อย พูดจาไพเราะและเป็นกันเองมาก มาตรงต่อเวลา  มีกิจกรรมแปลกใหม่มาให้นักศึกษาทำอยู่เสมอและสอนสิ่งที่นักศึกษาไม่ค่อยเข้าใจสอนให้เข้าใจยิ่งขึ้น


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น